
เมื่อถึงที่สุดแห่งจักรวาลแล้วเราจะไปอยู่ที่ใหน?
เราเกิด เราแก่ เราเจ็บ และเราตายไป วิญญาณเราล่องลอยเข้าสู่ระบบแห่งธรรมชาติ และกลับจุติลงมาเกิดใหม่เมื่อจิตและวิญญาณถึงพร้อมยังกายใหม่ วัฏจักรแห่งชีวิตจักวนเวียนไปเล่าดั่งที่เราและท่านได้รับรู้มาแต่เยาว์วัย
แต่เมื่อจักรวาลกำลังขยายตัว ขยายออกอย่างไร้ซึ่งความเร่ง ณ ครึ่งอายุของจักรวาล ทุกสิ่งจักกลับคืนหมุนย้อน รวมตัวเข้าหากันยังจุดเริ่มแรกแห่งเอกภพ(Singularity)
ณ จุดนั้น วัฏจักรแห่งชีวิต และ จิตวิญญาณจักไปอยู่ตรงใหนเล่า ทุกสิ่งคงถึงคราวสูญสลายไปเพื่อเริ่มต้นใหม่กระนั้นหรือ? หรือจักสลายไปอย่างไร้ร่องรอย อย่างทันทีทันใดเฉกเช่นเหตุแห่งการเกิดอันเป็นEmergent
เท้าความถึงกำเนิดแห่งจักรวาล จากสิ่งอันเป็นเอกมันต์แห่ง Singularity ณก้าวแรก ทุกสิ่งจักระเบิดออกเป็น”ยุคแห่งการก่อกำเนิด”อันถูกเรียกขานว่า Big Bang การระเบิดครั้งใหญ่ที่”บู๊ม” แต่ไม่ได้ออกมาเป็นโกโก้ครันช์ เพราะสิ่งที่ถูกกวนออกมาจากมหานทีศรีทันดร ณ ล้านวินาทีแรกกลับเป็นพลังงานอันไร้ตัวตนของสิ่งที่เร็วเกินสำนึก เร็วกว่าความเร็วของแสงไม่รู้กี่เท่านามว่า Quark เกิดเป็น”ยุคแห่งพลังงาน”ซึ่งฉับพลันรวดเร็วเกินกว่าทุกสิ่งจะคงตัวอยู่ได้ ในล้านวินาทีต่อมาพลังงานเหล่านั้นกลับนิ่งสงบพอให้เกิดเป็นสสารอันรวมขึ้นจาก นิวตรอน โปรตรอน และ อิเล๊คตรอน ซึ่งถูกเรียกว่า”ยุคแห่งสสาร” และด้วยความบังเอิญอย่างที่สุด สสารได้รวมตัวเป็นสรรพสัตว์ใน”ยุคแห่งชีวิต”และจิตอันถึงพร้อมเกิดมาเป็นมนุษย์ใน”ยุคแห่งสำนึก”ตามลำดับ
เมื่อพอจะทราบถึงการก่อกำเนิดแห่งจักรวาลแล้ว ก็จะเท้าความต่อถึงการท้าทายการกำเนิดของการทดลองโดยองค์กรหนึ่งนามว่า CERN องค์กรนานาชาตินี้ทำอะไรบ้างคงไม่ขอกล่าวถึง แต่สิ่งที่เป็นข่าวครึกโครมจากปี 2008 คือองค์กรนี้พยายามทดลองโดยใช้เครื่องเร่งความเร็วอนุภาค เขาใช้เครื่องนี้ทำอะไรน่ะหรอ? เครื่องกลซึ่งเป็นท่อขดเป็นวงกลมตามระนาบพื้นโลกความยาว 27 กิโลเมตรนี้ ทำขึ้นเพื่อจะเร่งอนุภาคหรือสสารไปเรื่อย เร่งไปจนกระทั่งสสารเข้าใกล้ความเร็วแสง และ จับอนุภาคสองเส้นวิ่งมาชนกันที่ความเร็วแสงนั้นเอง แล้วเค้าทำไปทำไมล่ะ? จุดประสงค์หลักๆก็คือการศึกษาการก่อกำเนิดของจักรวาลโดยย้อนขบวนของยุคทั้งห้าแห่งจักรวาลกลับไปยังจุดแรก สสารที่ถูกเร่งให้กลายเป็น Quark และ ชนกันจนเกิดเป็น Big Bang เล็กๆในเสี้ยววินาทีนั่นเอง น่าเสียดายหรือยินดีก็ไม่ทราบที่การทดลองนี้ยังไม่สำเร็จ และ ผลลัพธ์กลับมีชนบางกลุ่มที่กลัวจะเกิดมหันภัยสลายโลกไปได้ต่อต้านอย่างหนัก แต่เราก็คงยังไม่รู้ได้ถึงผลลัพธ์อยู่ดี
อย่างไรก็ตาม ทฤษฏีสัมพัทธ์ภาพของ I stein ได้กล่าวถึงปรากฏการณ์หลังความเร็วแสงไว้ว่า เมื่อวัตถุเข้าใกล้ความเร็วแสง เวลาจะช้าลง(อันนี้พิสูจน์มาแล้วจากดาวเทียมที่เวลาคลาดเคลื่อนเพราะความเร็วในการโคจร) และเมื่อวัตถุอยู่ที่ความเร็วแสง เวลาจะหยุดลง จนกระทั่งเมื่อสิ่งใดที่วิ่งไปเร็วกว่าแสง เมื่อนั้นเวลาจะเดินถอยหลังนั่นเอง คำพูดนี้ได้เข้าไปถึงความคิดในเชิงพุทธที่กล่าวถึงกายทิพย์ของเหล่าพรหมอันมีเวลาหนึ่งปีสวรรค์เท่ากับเวลาชั่วกัลป์แห่งโลกมนุษย์ แต่เพราะเหตุใดเล่า
เมื่อวัตถุวิ่งไปเร็วกว่าความเร็วแสง วัตถุจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นควาร์ก(matter->Quark) กล่าวคือกลับไปอยู่ในรูปของพลังงาน หรือจิต ซึ่งเข้าใกล้ความเป็นกายละเอียดแห่งพรหม แต่เมื่อลดความเร็วลงวัตถุจะกลับคงรูปคืนมาได้ตามหลักการแห่งการก่อกำเนิดของจักรวาล จึงสรุปความจากที่กล่าวมาทั้งหมดได้เป็นแนวความคิดใหม่ว่า เมื่อถึงจุดหนึ่ง เมื่อจักรวาลไม่เหลือที่ใดให้มนุษย์คงอยู่ได้อีกต่อไป แล้วเราจะไปใหน ความคิดตรงนี้ได้สร้างทางออกในใจให้เราคือ การสร้างวัฏจักรอุปทานแห่งมนุษยชาติขึ้นมา โดยแบ่งขั้นตอนแห่งการโยกย้ายที่อยู่ของมนุษย์ชาติได้ดั่งนี้
ขั้นที่หนึ่ง
การพัฒนาของเครื่องเร่งอนุภาคต้องไปถึงพร้อมในการเร่งทั้งผู้ใช้และตัวเครื่องให้อยู่เหนือความเร็วแสงได้พร้อมๆกัน สิ่งนี้เองที่จะช่วยพาผู้ใช้ให้ย้อนเวลากลับไปยังอดีตได้ที่ละช่วงเวลา(เพราะความเร็วแสงที่จำกัดและพลังงานที่อาจต้องการการชาร์ตพลังงานเพื่อการกระโดดครั้งต่อไป)
ขั้นที่สอง
ก่อนหน้าที่จะย้อนเวลากลับไป เราต้องสร้างเครื่องพิกัดสถานที่ต่อเวลาให้ได้เสียก่อน ด้วยความที่จักรวาลไม่เคยหยุดนิ่งการเดินทางความเร็วแสงจึงจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีการพิกัดเวลาต่อสถานที่อันเที่ยงตรง(ไม่งั้นเราอาจหลุดไปอยู่กลางดวงอาทิตย์และสลายไปได้)
ขั้นที่สาม
เมื่อเครื่องมือเราถึงพร้อมแล้ว การคัดเลือกบุคคลและนาโนเทคโนโลยีจะทำให้เราคัดสรรกลุ่มชนอันถึงพร้อมทั้งจิตใจ สติปัญญา และความสามารถทางกายอันมีส่วนช่วยโดยนาโนเทคโนโลยีไว้ได้ เพื่อเตรียมส่งกลับไปเป็นอดัมกับอีฟ บุกตะลุยสร้างสรรค์สังคมและสืบขยายเผ่าพันธ์ต่อไป
เมื่อจบสามขั้นตอนนี้ เราจะได้ วัฏจักรอุปทานแห่งมนุษยชาติสำเร็จรูปโดยไม่ต้องกังวลว่ามนุษยชาติจะถึงกาลแตกดับตามสังขารแห่งจักรวาลอีกต่อไป ไชโย!
เกร็ดเล็กๆ : ศาสนาเชนเคยกล่าวไว้ถึงวัฏจักรแห่งสากลโลกว่า เริ่มแรก โลกมีสี่ยุค เราอยู่ในยุคที่สี่ซึ่งมนุษย์จักอ่อนแอทั้งทางกายและใจ เป็นยุคสุดท้าย มนุษย์จักมีอายุแค่ไม่เกินร้อยปี มีกิเลศ และ ตัวเล็กแค่คน แต่ที่น่าสนใจคือ ในยุคเริ่มแรก มนุษย์สูงเสียดฟ้า มีอายุเป็นหลายพันขวบปี ไม่มีกิเลศ และไม่มีโรคภัย ทุกคนเกิดมาพร้อมคู่ อยู่กันแต่ความสุขพร้อม ไร้ซึ่งทุกข์ แสดงว่านี่หรือเปล่า คือมนุษย์นาโนแมชชีนที่อนาคตได้ส่งกลับไปเพื่อเป็นอดัมและอีฟแก่ผองเราจากอดีตถึงปัจจุบัน ไม่แน่ว่าบางที จานบินที่เห็นนั่นแหละ คือเครื่องย้อนกาลเวลาที่บังเอิญเดินทางกระโดดกลับไปยังยุคเริ่มแห่งมนุษยชาติผ่านสายตาเราอยู่ก็เป็นได้
ที่นี้ มนุษย์เราเกิดจากอะไรกันล่ะ?
แด่ จูลส์ เวิร์น วงกลม Mobias และ จานบินทั้งผอง
Recent Comments