ตกลงว่าความงามคืออะไร?

28 Oct

Nadia Camera

http://www.andrewkupresanin.com/projects.html#nadia

กล้องถ่ายภาพซึ่งไม่ได้ใช่ถ่ายภาพ แต่เป็นกล้องที่มีไว้เพื่อประเมินความงามจากภาพตรงหน้าแปลออกมาเป็นคะแนนจาก 1%  ถึง 100% หรือจากขี้เหร่ไปเป็นโคตรงาม!

Nadia โปรยคำโฆษณาเก๋ๆไว้ว่า “กล้องคิดแทน, คุณไม่ต้อง” ซึ่งจิกกัดได้อย่างเจ็บปวดถึงการที่คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันเลือกที่จะเชื่อความงามแบบที่ถูกยัดเยียดผ่านสื่อต่างๆ กล้องนาเดียทำตัวเป็นเสมือนสื่อที่หล่อหลอมความงามแบบสมัยนิยม เมื่อผู้คนเลิกคิดที่จะค้นหาความงาม หรือสร้างความเป็นตัวตนขึ้นมา แต่เลือกที่จะมองหาสิ่งที่ควรจะงามผ่านหน้านิตยสาร หรืออะไรก็ตามที่คนหมู่มากเขาทำกัน แค่นั้นก็น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือ? ไม่คิดจะเลือกกันหน่อยหรือ?

ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเลือกสิ่งที่จะเป็นความงามถูกทำให้เหลือน้อยลงทุกวัน ทำไมคนสวยต้องขาว ทำไมคนอ้วนถึงดูไม่ดี โป้ไปก็ไม่ได้ แปลกไปก็ไม่เหมาะ ลองย้อนนึกถึงสมัยที่ขบฏทางวัฒนธรรมอย่างกระแสพังค์เกิดขึ้นมาซิ ถ้าคุณไม่กล้านิยามมันออกมา แล้วใครจะทำเล่า?

หากเราเลือกที่จะเชื่อในกล้องตัวนี้ นั้นคงแปลว่าเราเลือกที่จะพายเรือเล่นอยู่ในอ่างที่ความงามถูกว่าด้วยนิยามของเจ้ากล้องตัวนี้กระมัง?

อย่าไงก็ตาม อีกประเด็นหนึ่งที่ชูขึ้นมาจากเจ้า Nadia ก็คือ การที่ผู้คนสมัยนี้ติดอยู่กับ”ผลตอบรับ”มากจนเกินไป เช่นวัฒนธรรมการแสดงความคิดเห็นผ่าน social network ต่างๆ เมื่อกล้องตัวนี้แสดงเพียง”ผลตอบรับ”ว่าภาพที่คุณถ่ายไปมีความงามขนาดใหน แล้วโยนภาพนั้นทิ้งไปโดยไม่แม้แต่จะให้คุณได้เห็น นับเป็นการประชดประชันอย่างดีเลยทีเดียว ไม่ต่างกับการที่คุณใช้โทรศัพท์มืิอถือถ่ายภาพสิ่งต่างๆไปเรื่อยๆโดยไม่ได้คิดอะไร เพียงหวังให้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็น และมากกว่านั้นก็ไม่ได้สนใจด้วยว่าความคิดเห็นเหล่านั้นคืออะไร ขอเพียงให้มีความคิดเห็นเยอะๆไว้่ก่อนเป็นพอ ตกลงคุณคิดจะถ่ายภาพหรือเปล่า?

หากคุณสนใจที่จะไม่คิด แต่ยังอยากเป็นผู้ที่เข้าใจความงาม คิดว่ากล้องตัวนี้คงช่วยคุณได้

Nadia

Aesthetics inference camera, 2010

http://www.andrewkupresanin.com/

เวลาที่หายไป

7 Aug

เมื่อวันนึง
ที่ฉันเริ่มไม่มองนาฬิกา
ไม่มีตัวเลข
ไม่อยู่ในระนาบ

บางสิ่งทำให้การตีค่าผ่านสายตาเปลี่ยนไป

ฉันเคยถามตัวเองและหลายคนว่า
รู้สึกไหมว่าพอเราโตขึ้น
เวลากลับเร็วขึ้น
ทำไมตอนเด็กๆเวลาช่างช้านัก

ฉันหาคำตอบอยู่นาน
มีบางคนบอกฉันว่า
เวลาไม่ได้หายไป
แต่เราเอาเวลาไปใช้กับสิ่งไม่สำคัญเสียชิบ
เราเลยรู้สึกว่าเวลาหายไป

วันนี้ฉันมีบางสิ่งให้หยุดมอง
เวลาผ่านไป
ฉันมีความสุขกับสิ่งนั้น
เวลาก็ยังคงผ่านไป
ฉันลืมไปแล้วว่าผ่านไปเท่าไร
ช่างประไร
ฉันไม่ได้รู้สึกเสียดายเวลาเหล่านั้นอีกแล้ว

แม้แต่น้อย

นาฬิกาของฉันกลายเป็นเครื่องประดับ
แล้วเวลาของฉันก็ได้หายไป
แต่กลับมีความสุขที่ได้เข้ามาแทน

สิ่งที่ช่างปวดร้าวเสียยิ่งกว่ามนุษย์

6 Aug

ปวดร้าว! บางครั้งสิ่งที่เรียกว่าเครื่องจักรมันก็ช่างปวดร้าวเสียยิ่งกว่ามนุษย์
เหมือนกับนาฬิกาเก่าๆที่แม้ว่าเจ้านายจะตายไปแล้ว แต่ก็ยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ
เมื่อได้รับคำสั่งแล้วก็จะทำงานให้ลุล่วงไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทุกวันนี้ยังคงมีนาฬิกาอีกหลายเรือนที่ยังคงตั้งปลุกตอน 6 โมงเช้าและพากันส่งเสียงพร้อมเพรียงกันเมื่อเข็มนาฬิกาวนมาบรรจบอยู่เสมอไม่เว้นแต่ละวัน ถึงแม้ว่าในความจริง บางทีเจ้าของนาฬิกาอันนั้นอาจจะเกษียณไม่ต้องไปทำงานแล้ว หรือไม่ก็อาจจะตายไปแล้วก็ได้ โธ่! เจ้านาฬิกา เครื่องจักรที่แสนซื่อสัตย์และโง่เขลา สิ่งที่มันทำได้ ก็เพียงแค่เดินหน้าต่อไปจนกว่าแบตเตอรี่จะหมดเท่านั้นเอง ผมก็แค่อยากจะบอกมันให้เข้าใจ “แต่ว่าเจ้านายแกน่ะ มันตายไปแล้วนะ!” ทั้งๆที่รู้ว่ามันคงไม่สนใจจะฟัง และก็คงจะยังเดินเรื่อยไปอยู่อย่างนั้น ก็นาฬิกาน่ะ มันเป็นเครื่องจักรที่มีไว้เพื่อหน้าที่นั้นนี่นะ ทั้งๆที่มีไว้เพื่อบอกเวลา แต่ตัวของมันก็ไม่อาจรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของเวลาได้เหมือนกัน มันเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีกันแน่นะ? การรับรู้เวลาที่มนุษย์รับรู้ ถ้าเราสามารถตั้งเวลาในร่างกายของตัวเองให้ยังคงส่งเสียงเตือนเมื่อถึงจุดๆหนึ่งของเวลาชั่วชีวิต ก่อนจะหมุนเป็นวงกลมไปเรื่อยๆ วนกลับไปกลับมาเหมือนกับเครื่องเล่นเทปที่เสียนั่นแหละ ย้อนกลับไปยังโมเม้นท์เดิมในซ้ำๆโดยไม่สนใจว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้วหรือยังไม่เคยเกิดขึ้น? แต่แม้กระทั่งในตอนที่คิดเพ้อเจ้อไร้สาระอยู่นี้เอง แกนโลกก็ยังคนหมุนรอบตัวเองอย่างเชื่องช้าจนเราแทบไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง เวลายังคงเดินต่อไปข้างหน้าเรื่อยๆด้วยความเร็วคงเดิม ความเร็วของโลก ความเร็วของจักรวาล แม้แต่ของพวกนั้นเองก็อาจจะไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงของเวลาก็ได้นะ? ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างมันก็มีวัฏฏะของตัวมัน มีกำเนิดและเสื่อมสลาย และไม่มีสิ่งใดสนใจจะมารับรู้เรื่อง “เวลา” กันหรอกละมั้ง? มองดูเจ้านาฬิกาที่ยังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ ติ๊กๆๆ เข็มของมันไม่เคยหยุดจนกว่าแบตเตอรี่จะหมด แต่ก็ไม่หรอก นาฬิกามันไม่ได้บอกเวลากับมนุษย์เสียหน่อย เรากำลังเตือนตัวเองว่าเวลากำลังเดินอยู่ก็แค่นั้น เพราะเวลาในชีวิตของแต่ละคน มันก็ไม่ได้เดินก้าวละ 1 วินาทีเท่ากันเสียเมื่อไหร่?
…กริ๊งงงง 6โมงเช้าอีกแล้วสินะ

โดย SIAM DUL

http://semitemporary.wordpress.com/

วัฏจักรอุปทานแห่งมนุษยชาติในวงเวียนกาลเวลา

6 Aug

เมื่อถึงที่สุดแห่งจักรวาลแล้วเราจะไปอยู่ที่ใหน?

เราเกิด เราแก่ เราเจ็บ และเราตายไป วิญญาณเราล่องลอยเข้าสู่ระบบแห่งธรรมชาติ และกลับจุติลงมาเกิดใหม่เมื่อจิตและวิญญาณถึงพร้อมยังกายใหม่ วัฏจักรแห่งชีวิตจักวนเวียนไปเล่าดั่งที่เราและท่านได้รับรู้มาแต่เยาว์วัย

แต่เมื่อจักรวาลกำลังขยายตัว ขยายออกอย่างไร้ซึ่งความเร่ง ณ ครึ่งอายุของจักรวาล ทุกสิ่งจักกลับคืนหมุนย้อน รวมตัวเข้าหากันยังจุดเริ่มแรกแห่งเอกภพ(Singularity)

ณ จุดนั้น วัฏจักรแห่งชีวิต และ จิตวิญญาณจักไปอยู่ตรงใหนเล่า ทุกสิ่งคงถึงคราวสูญสลายไปเพื่อเริ่มต้นใหม่กระนั้นหรือ? หรือจักสลายไปอย่างไร้ร่องรอย อย่างทันทีทันใดเฉกเช่นเหตุแห่งการเกิดอันเป็นEmergent

เท้าความถึงกำเนิดแห่งจักรวาล จากสิ่งอันเป็นเอกมันต์แห่ง Singularity ณก้าวแรก ทุกสิ่งจักระเบิดออกเป็น”ยุคแห่งการก่อกำเนิด”อันถูกเรียกขานว่า Big Bang การระเบิดครั้งใหญ่ที่”บู๊ม” แต่ไม่ได้ออกมาเป็นโกโก้ครันช์ เพราะสิ่งที่ถูกกวนออกมาจากมหานทีศรีทันดร ณ ล้านวินาทีแรกกลับเป็นพลังงานอันไร้ตัวตนของสิ่งที่เร็วเกินสำนึก เร็วกว่าความเร็วของแสงไม่รู้กี่เท่านามว่า Quark เกิดเป็น”ยุคแห่งพลังงาน”ซึ่งฉับพลันรวดเร็วเกินกว่าทุกสิ่งจะคงตัวอยู่ได้ ในล้านวินาทีต่อมาพลังงานเหล่านั้นกลับนิ่งสงบพอให้เกิดเป็นสสารอันรวมขึ้นจาก นิวตรอน โปรตรอน และ อิเล๊คตรอน ซึ่งถูกเรียกว่า”ยุคแห่งสสาร” และด้วยความบังเอิญอย่างที่สุด สสารได้รวมตัวเป็นสรรพสัตว์ใน”ยุคแห่งชีวิต”และจิตอันถึงพร้อมเกิดมาเป็นมนุษย์ใน”ยุคแห่งสำนึก”ตามลำดับ

เมื่อพอจะทราบถึงการก่อกำเนิดแห่งจักรวาลแล้ว ก็จะเท้าความต่อถึงการท้าทายการกำเนิดของการทดลองโดยองค์กรหนึ่งนามว่า CERN องค์กรนานาชาตินี้ทำอะไรบ้างคงไม่ขอกล่าวถึง แต่สิ่งที่เป็นข่าวครึกโครมจากปี 2008 คือองค์กรนี้พยายามทดลองโดยใช้เครื่องเร่งความเร็วอนุภาค เขาใช้เครื่องนี้ทำอะไรน่ะหรอ? เครื่องกลซึ่งเป็นท่อขดเป็นวงกลมตามระนาบพื้นโลกความยาว 27 กิโลเมตรนี้ ทำขึ้นเพื่อจะเร่งอนุภาคหรือสสารไปเรื่อย เร่งไปจนกระทั่งสสารเข้าใกล้ความเร็วแสง และ จับอนุภาคสองเส้นวิ่งมาชนกันที่ความเร็วแสงนั้นเอง แล้วเค้าทำไปทำไมล่ะ? จุดประสงค์หลักๆก็คือการศึกษาการก่อกำเนิดของจักรวาลโดยย้อนขบวนของยุคทั้งห้าแห่งจักรวาลกลับไปยังจุดแรก สสารที่ถูกเร่งให้กลายเป็น Quark และ ชนกันจนเกิดเป็น Big Bang เล็กๆในเสี้ยววินาทีนั่นเอง น่าเสียดายหรือยินดีก็ไม่ทราบที่การทดลองนี้ยังไม่สำเร็จ และ ผลลัพธ์กลับมีชนบางกลุ่มที่กลัวจะเกิดมหันภัยสลายโลกไปได้ต่อต้านอย่างหนัก แต่เราก็คงยังไม่รู้ได้ถึงผลลัพธ์อยู่ดี

อย่างไรก็ตาม ทฤษฏีสัมพัทธ์ภาพของ I stein ได้กล่าวถึงปรากฏการณ์หลังความเร็วแสงไว้ว่า เมื่อวัตถุเข้าใกล้ความเร็วแสง เวลาจะช้าลง(อันนี้พิสูจน์มาแล้วจากดาวเทียมที่เวลาคลาดเคลื่อนเพราะความเร็วในการโคจร) และเมื่อวัตถุอยู่ที่ความเร็วแสง เวลาจะหยุดลง จนกระทั่งเมื่อสิ่งใดที่วิ่งไปเร็วกว่าแสง เมื่อนั้นเวลาจะเดินถอยหลังนั่นเอง คำพูดนี้ได้เข้าไปถึงความคิดในเชิงพุทธที่กล่าวถึงกายทิพย์ของเหล่าพรหมอันมีเวลาหนึ่งปีสวรรค์เท่ากับเวลาชั่วกัลป์แห่งโลกมนุษย์ แต่เพราะเหตุใดเล่า

เมื่อวัตถุวิ่งไปเร็วกว่าความเร็วแสง วัตถุจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นควาร์ก(matter->Quark) กล่าวคือกลับไปอยู่ในรูปของพลังงาน หรือจิต ซึ่งเข้าใกล้ความเป็นกายละเอียดแห่งพรหม แต่เมื่อลดความเร็วลงวัตถุจะกลับคงรูปคืนมาได้ตามหลักการแห่งการก่อกำเนิดของจักรวาล จึงสรุปความจากที่กล่าวมาทั้งหมดได้เป็นแนวความคิดใหม่ว่า เมื่อถึงจุดหนึ่ง เมื่อจักรวาลไม่เหลือที่ใดให้มนุษย์คงอยู่ได้อีกต่อไป แล้วเราจะไปใหน ความคิดตรงนี้ได้สร้างทางออกในใจให้เราคือ การสร้างวัฏจักรอุปทานแห่งมนุษยชาติขึ้นมา โดยแบ่งขั้นตอนแห่งการโยกย้ายที่อยู่ของมนุษย์ชาติได้ดั่งนี้

ขั้นที่หนึ่ง

การพัฒนาของเครื่องเร่งอนุภาคต้องไปถึงพร้อมในการเร่งทั้งผู้ใช้และตัวเครื่องให้อยู่เหนือความเร็วแสงได้พร้อมๆกัน สิ่งนี้เองที่จะช่วยพาผู้ใช้ให้ย้อนเวลากลับไปยังอดีตได้ที่ละช่วงเวลา(เพราะความเร็วแสงที่จำกัดและพลังงานที่อาจต้องการการชาร์ตพลังงานเพื่อการกระโดดครั้งต่อไป)

ขั้นที่สอง

ก่อนหน้าที่จะย้อนเวลากลับไป เราต้องสร้างเครื่องพิกัดสถานที่ต่อเวลาให้ได้เสียก่อน ด้วยความที่จักรวาลไม่เคยหยุดนิ่งการเดินทางความเร็วแสงจึงจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีการพิกัดเวลาต่อสถานที่อันเที่ยงตรง(ไม่งั้นเราอาจหลุดไปอยู่กลางดวงอาทิตย์และสลายไปได้)

ขั้นที่สาม

เมื่อเครื่องมือเราถึงพร้อมแล้ว การคัดเลือกบุคคลและนาโนเทคโนโลยีจะทำให้เราคัดสรรกลุ่มชนอันถึงพร้อมทั้งจิตใจ สติปัญญา และความสามารถทางกายอันมีส่วนช่วยโดยนาโนเทคโนโลยีไว้ได้ เพื่อเตรียมส่งกลับไปเป็นอดัมกับอีฟ บุกตะลุยสร้างสรรค์สังคมและสืบขยายเผ่าพันธ์ต่อไป

เมื่อจบสามขั้นตอนนี้ เราจะได้ วัฏจักรอุปทานแห่งมนุษยชาติสำเร็จรูปโดยไม่ต้องกังวลว่ามนุษยชาติจะถึงกาลแตกดับตามสังขารแห่งจักรวาลอีกต่อไป ไชโย!

เกร็ดเล็กๆ : ศาสนาเชนเคยกล่าวไว้ถึงวัฏจักรแห่งสากลโลกว่า เริ่มแรก โลกมีสี่ยุค เราอยู่ในยุคที่สี่ซึ่งมนุษย์จักอ่อนแอทั้งทางกายและใจ เป็นยุคสุดท้าย มนุษย์จักมีอายุแค่ไม่เกินร้อยปี มีกิเลศ และ ตัวเล็กแค่คน แต่ที่น่าสนใจคือ ในยุคเริ่มแรก มนุษย์สูงเสียดฟ้า มีอายุเป็นหลายพันขวบปี ไม่มีกิเลศ และไม่มีโรคภัย ทุกคนเกิดมาพร้อมคู่ อยู่กันแต่ความสุขพร้อม ไร้ซึ่งทุกข์ แสดงว่านี่หรือเปล่า คือมนุษย์นาโนแมชชีนที่อนาคตได้ส่งกลับไปเพื่อเป็นอดัมและอีฟแก่ผองเราจากอดีตถึงปัจจุบัน ไม่แน่ว่าบางที จานบินที่เห็นนั่นแหละ คือเครื่องย้อนกาลเวลาที่บังเอิญเดินทางกระโดดกลับไปยังยุคเริ่มแห่งมนุษยชาติผ่านสายตาเราอยู่ก็เป็นได้

ที่นี้ มนุษย์เราเกิดจากอะไรกันล่ะ?

แด่ จูลส์ เวิร์น วงกลม Mobias และ จานบินทั้งผอง

บนความเปลี่ยนแปลงและการเดินทางโดยเวลา

6 Aug

ถ้าการเดินทางต้องใช้พาหนะ
เวลา
ก็กำลังทำหน้าที่นั้นอยู่
เป็นพาหะนะที่สามารถเคลื่อนวัตถุและความรู้สึก
จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง
จากรูปหนึ่งไปยังอีกรูปหนึ่ง

วินาทีที่แล้ว
ฉันไม่ได้อยู่ในอิริยาบทนี้
อาจจะทำท่ายืนคล้ายๆแบบนี้
แต่หน้าอาจจะไม่มันเท่านี้
คนที่เดินผ่านมาจากตรงโน้น
เดินผ่านไปแล้วในวินาทีนี้
ฝนเพิ่งตั้งเค้าเมื่อหลายนาทีก่อน
แต่ตอนนี้เปียกไปทั้งเมืองแล้ว
เวลาได้นำพาให้สภาพแวดล้อมเดินทางไปพร้อมๆกับเรา

ภาพของการเปลี่ยนเแปลงตามเส้นทางของกาลเวลา
คล้ายๆกับ
การสร้างภาพยนตร์
ที่บรรจุภาพนิ่งของการเคลื่อนไหว
ภาพนิ่งแต่ละภาพไม่เหมือนกัน คนละภาพคนละเวลา
ภาพนิ่งบรรจุอิริยาบทต่อวินาที ไว้อย่างแตกต่างกัน
อาจจะใกล้เคียงกัน แต่ก็ไม่เหมือนกัน
ถ้าหากเราฉายภาพย้อนกลับแต่ merge ภาพทั้งหมดไว้ในซีนเดียวกัน
ก็จะเห็นตัวเราเป็นfootstep
เช่นเราเดินจากห้องหนึ่งไปยังห้องหนึ่ง
ก็จะมีเราซ้ำๆตลอดทางเดิน

ฉันนั่งอยู่นิ่งๆ ณ เก้าอี้ตัวเดิมเดิม
ที่ตั้งอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมทรงผืนผ้า
แต่ฉันกำลังเดินทาง
แม้แต่กลั้นหายใจ
ก็ไม่สามารถหยุดการเดินทางนี้ได้
ฉันหันหลังกลับไปดูเส้นทางที่ฉันเดินทางมา
เวลานำพาฉันมาสู่จุดหนึ่ง
ฉันผ่านมาแล้ว
แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว
แล้วฉัน ฉัน…
ฉันจะทำอย่างไรต่อไป ให้การเดินทางนี้ดีพอสมกับที่ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้อีก…

9.41.32
9.41.33
9.41.34…..

http://sionvess.wordpress.com/

หัวข้อประจำเดือนสิงหาคม : เวลา

2 Aug

ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ในวินาทีนี้ทุกสิ่งที่พูดออกมาก็ได้ผ่านไปแล้ว ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ว่ากันว่าหลังการระเบิดใหญ่ที่เรียกว่า บิ๊กแบงค์ ณ หนึ่งในพันล้านวินาทีหลังจากนั้นสิ่งแรกที่เกิดตามมาก็คือเวลา เวลาเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลอย่างมากและอยู่ในชีวิตของพวกเราอย่างใกล้ชิดจนบางคนก็แทบไม่ทันสังเ้กตุ สำหรับเดือนนี้หัวข้อของเราก็คือ “เวลา” ในแง่มุมที่ต่างกันออกไปผ่านมุมมองจากแขกรับเชิญมากมายท่านจะได้พบกับ”เวลา”ในแบบที่อาจไม่เคยนึกถึง ถ้าหากท่านพอจะมี”เวลา”ก็ขอเชิญรับชม

*เปิดรับบทความทุกประเภทหรือไม่ว่าจะเป็นงานศิลป์แบบใดก็ได้ที่เกี่ยวกับหัวข้อประจำเดือนนี้

Tags: , , ,

ร้าน สรวล

2 Aug
ร้าน สรวล
ห้าแยกลาดพร้าว อยู่ระหว่างปาเต๊ะและลาดมะพร้าว

บรรยากาศสบายๆ เหมือนอยู่บ้าน
จะกินกับเพื่อนเก่า หรือมาพบกับเพื่อนใหม่ สรวลเสเฮฮา

กิน ดื่ม ดนตรี ศิลปะ

*มีพื้นที่ศิลปะให้เช่าเพื่อแสดงผลงานและเคาน์เตอร์บาร์ฝากขายงานศิลปะ

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.